ชื่องานวิจัย การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดใดใหญ่ โดยใช้วิธีการเรียนแบบร่วมมือ
ชื่อผู้วิจัย นางระวิกุล นิลสกุล
ตำแหน่ง ครูชำนาญการ โรงเรียนวัดใดใหญ่
ปีการศึกษา 2549
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระเศรษฐศาสตร์ (2) เพื่อศึกษาความสามารถในการทำงานกลุ่ม ในการเรียนสาระเศรษฐศาสตร์ (3) เพื่อศึกษาเจตคติของนักเรียนที่มีต่อการเรียนแบบร่วมมือ
กลุ่มประชากรคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2549 จำนวน 19 คนโดยใช้แบบแผนการทดลองหนึ่งกลุ่มตัวอย่าง เปรียบเทียบก่อนการทดลองและหลังการทดลอง (One-Group Pretest - Posttest Design) ใช้เวลาในการทดลอง17 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ (1) วิธการเรียนแบบร่วมมือ(2) แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนหลังเรียน(4) แบบสอบถามเจตคติของนักเรียนหลังการใช้กิจกรรมการเรียนการสอนแบบร่วมมือของผู้เรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบโดยใช้ t-test
ผลการวิจัย พบว่า
1.ค่าดัชนีประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยใช้วิธีการเรียนแบบร่วมมือ สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 คิดเป็นค่าร้อยละมากกว่า 80ทุกแผนการจัดการเรียนรู้ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดคือร้อยละ 80
ชื่อผู้วิจัย นางระวิกุล นิลสกุล
ตำแหน่ง ครูชำนาญการ โรงเรียนวัดใดใหญ่
ปีการศึกษา 2549
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระเศรษฐศาสตร์ (2) เพื่อศึกษาความสามารถในการทำงานกลุ่ม ในการเรียนสาระเศรษฐศาสตร์ (3) เพื่อศึกษาเจตคติของนักเรียนที่มีต่อการเรียนแบบร่วมมือ
กลุ่มประชากรคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2549 จำนวน 19 คนโดยใช้แบบแผนการทดลองหนึ่งกลุ่มตัวอย่าง เปรียบเทียบก่อนการทดลองและหลังการทดลอง (One-Group Pretest - Posttest Design) ใช้เวลาในการทดลอง17 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ (1) วิธการเรียนแบบร่วมมือ(2) แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนหลังเรียน(4) แบบสอบถามเจตคติของนักเรียนหลังการใช้กิจกรรมการเรียนการสอนแบบร่วมมือของผู้เรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบโดยใช้ t-test
ผลการวิจัย พบว่า
1.ค่าดัชนีประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยใช้วิธีการเรียนแบบร่วมมือ สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 คิดเป็นค่าร้อยละมากกว่า 80ทุกแผนการจัดการเรียนรู้ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดคือร้อยละ 80
2.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ โรงเรียนวัดใดใหญ่ที่เรียนสาระเศรษฐศาสตร์ ภาคเรียนที่ 2ปีการศึกษา2549หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ0.05
3.ผลของความสามารถการทำงานกลุ่มของนักเรียนที่เรียนโดยใช้รูปแบบการเรียนแบบร่วมมืออยู่ในระดับคุณภาพ ดีมาก
4.ผู้เรียนที่เรียนตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยใช้รูปแบบการเรียนแบบร่วมมือสาระเศรษฐศาสตร์ มีเจตคติต่อการเรียนในระดับ มากที่สุด ด้าน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนระดับมาก ด้านวิธีการสอนที่ครูนำมาใช้ ระดับดีมาก ในด้านการใช้คำถามของครู ระดับมาก ในด้านการใช้สื่อการสอน
โดยสรุปการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญโดยใช้รูปแบบการเรียนแบบร่วมมือร่วมใจ สาระเศรษฐศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเหมาะสม ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น มีพฤติกรรมความสามารถในการทำงานกลุ่มอยู่ในระดับน่าพอใจและนักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จึงเหมาะที่จะนำรูปแบบการเรียนแบบร่วมมือ ไปใช้ในการจัดการเรียนรู้และประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียนต่อไป
3.ผลของความสามารถการทำงานกลุ่มของนักเรียนที่เรียนโดยใช้รูปแบบการเรียนแบบร่วมมืออยู่ในระดับคุณภาพ ดีมาก
4.ผู้เรียนที่เรียนตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยใช้รูปแบบการเรียนแบบร่วมมือสาระเศรษฐศาสตร์ มีเจตคติต่อการเรียนในระดับ มากที่สุด ด้าน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนระดับมาก ด้านวิธีการสอนที่ครูนำมาใช้ ระดับดีมาก ในด้านการใช้คำถามของครู ระดับมาก ในด้านการใช้สื่อการสอน
โดยสรุปการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญโดยใช้รูปแบบการเรียนแบบร่วมมือร่วมใจ สาระเศรษฐศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเหมาะสม ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น มีพฤติกรรมความสามารถในการทำงานกลุ่มอยู่ในระดับน่าพอใจและนักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จึงเหมาะที่จะนำรูปแบบการเรียนแบบร่วมมือ ไปใช้ในการจัดการเรียนรู้และประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียนต่อไป
ขอข้อมูลเกี่ยวกับงานวิจัยการสอนแบบBackward Design หน่อยได้ไหมครับ ส่งทางเมล์ kamon_y@hotmail.com
ตอบลบ